เกี่ยวกับฉัน
- L.M
- ผมรักในเสียงเพลงอันนี้จิงๆนะ ตั้งเเต่เด็กเเล้วละครับตอนนี้สิงอยู่กับเพลงRock-metalความฝันสูงสุดเป็นRockstar^^
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552
เเลกเปลี่ยนความคืดเรื่องดนตรีครับ
สำหรับ ตัวผมนั้นก็ฟังเพลงMetalมาก็8ปีกว่าๆเเล้ว เเล้วก็คิดว่ามันเป็นส่วกนหนึ่งของชีวิตไปเลยก็ว่าได้ จำได้ว่าหลงใหลดนตรีมาเเต่เด็กๆครับ ก็ฟังหมดเลยไม่รู้อะไรเป็นอะไรพ่อก็จะเปิดเพลงสากลเก่ายุคโน้นเลยครับ50-60 เก่าจัง เเม่ก็ฟังเพลงร๊อคเเบบว่าคลาสสิคร๊อค ย้อนไปสมัยโอลาน หินเหล็กไฟ เป้ไฮร๊อค หลังออเครสต้า วายน๊อทเซเว้น หลายคนอาจจะรู้จักเป็นอยางดีหรือผ่านหูมาบ้างนะครับ รุ่นหลังอาจจะไม่รู้จัก
พ่อกับเเม่ผมคนละเเนวกันเลยตอนนี้เเม่ฟังลูกทุ้งไปเเล้ว ตามวัยสินะ
เอาละเข้าเรื่องต่อละกันก็ซึมซับมาเรื่อยมาเเสดงผลเอาตอนมอ2ครับ
เริ่มเล่นกีตาร์เลยสมัยนั้นnumetalกำลังดังๆเลย korn p.o.d
ส่วน ลิงกินผักนั้นมาทีหลังเเรกยังไม่ดังเลยเพราะยังไม่เป็นที่รู้จักมากมายผมก็ได้ฟังเพลงพวกนี้ผ่านMTVที่บ้าน เราก็เลยเริ่มรู้ตัวเองว่าชอบ
เเต่ช ่วงนั้นก็ฟังร๊อคเก่าๆด้วยครับพอมามอ4ก็ได้รู้จักxjapan metallica จากเพื่อนอ้นเพื่อนยิม เเละเพื่อนพน เพื่อนปรัช โอ้เเม่เจ้าได้ฟังครั้งเเรกจะเป็นลมเพลงไรว่ะเเม่งเจ๋งสัดดด เริ่มหันมาเล่นกีตาร์สายmetalอยางจิงจังเลยละครับ ก็ตั้งวงกับเพื่อน มารู้จัก Story of the Year Killswitch Engage Dream Theater ตอนนั้นบอกตามตรงเลยครับยังเเยกเเยะไม่ได้เลยเเนวไรเป็นอะไร หลังนี้ศึกษาหนักเข้าๆมันก็ยิ่งเข้าสายเลือดเลยละครับ เเต่ความชอบผมวงที่เป็นที่สุดในใจผมคือ metallica เเละ ozzy Osbourne โอ้ยถ้าเลือกได้นะผมอยากอายุ19-20ในตอน80-90
เพราะมีตำนานเกิดขึ้นมาก มายเลย เกิดไปเเล้วเเต่ดันเป็นเด็กนี้สิเสียดายเกิดไม่ทันโตไม่พอไปดูmetallicaมา เล่นที่เมืองไทยเมื่อ13 ปีที่เเล้ว 8ขวบอยู่เลย ผมหลงใหลไปกับเเฮเบนด์ ฮาดร์ร๊อค เเละเฮวี้เมตัน เธรช อย่างเเรงเลย ทั้งความหนักหน่วงเเละความไพเรอะ เสนห์ของยุคสมัย เเละอีกร้อยเป๊ดพันเก้าเหตุผล เพลงเก่ามากมายวงมากมายมันก็ล้มหายตายจากไปกับกาลเวลา บ้างก็อยู่มาถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามวงกาลดนตรีหรือไม่ว่าวงการใหน่ก็ต้องมีการหมุนเวียนกันไปมีตกมาขึ้นเรื่องธรรมดา
ส่วน วงการดนตรีไทยนั้นโดยเฉพาะMetalถือว่ายังตามข้างนอกเค้าไม่ทัน หลายๆเหตุผลที่เราทราบๆกันมาคือไม่มีคนสนับสนุนอย่างจิงจังเลยเป็น รูปประธรรม เเต่ก็อยาไปโทษคนสนับสนุนนะครับ ตัวเราเองก็ต้องสนับสนุน เช่นซื้อเเผ่นเเท้สิ่งนี้ช้วยยังไง? เเรกเลยเราจะได้ดูคอนเสิตร์ดีๆเพราะเค้าดูยอดขายเเผ่นถึงจะตัดสินใจมาเล่น ไม่หน้าถูมิใจเลยนะครับที่ไทยเราติดประเทศที่ใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็น อันดับต้นๆของโลก หลังจากที่ผมเป็นนักดนตีเเล้วก็รู้ค้าของมันเยอะเลยครับกว่าจะได้ผลงานมา เนี่ยเหนื่อยเลย เเล้วมาเจอปล่อยโหลดดราก็ออ่นใจ
เชื่อมัยครับว่าเมื่อ เกือบๆ20ปีที่เเล้ว ไทยเราสามารถจัดคอนเสิตร์ร๊อคที่มีคนดูเกือบๆเเสนได้ เเต่ตอนนี้อ่าถ้าเป็นร๊อคตลาดๆนะไม่ต้องพูดถึงละมนดัง เอาmetalไทยเลยอย่างเก่งก็พันกว่าคนละครับ นี้เรียกว่ายุคมืดก็ว่าได้เลย เเต่วงการบ้านเราก็เติบโตไปเรื่อยๆ สื่อก็เริ่มเข้าถึงมากขึ้น วงmetalของไทยเนียบอกตรงๆเลยนะครับไม่น้อยหย้าฟรั่ง เเต่เต้ามีดีกว่าเราอย่างเดียวคือโอกาศ บ้านเค้ามาที่รองรับได้ เเต่ของเราเเม้ว่าออกผลงานมีค่ายเเล้วก็ต้องหางานหลักทำอยู่ดี นั้นก้เป้นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับวงการ เเต่กสู้ๆครับหนับหนุนกันต่อไป
ในชีวิตเนียอยากดูอยู่สองคอนเสิตร์ครับนั้นก้คือ
Metallica ยังไงก็จะไปเเม้ว่ามันจะเเพงเเค่ใหน่ มาเหอฟี่อยากดูใจจะขาดเเล้วยิ่งออกอัลบัมใหม่เเล้วผมคงไม่ผลาดที่จะไปเอามา เป็นเจ้าของซักเเผ่นหุหุหใจจิงอยากเจอพ่อkirk 555 พ่อบุญธรรมผมเองโคตรฮีโร่ผมเลยนะ เมื่อ13ปีที่เเล้วเด็กไปฟี่มาใหม่ให้ผมดูเหอสาธุ
อีกอันเลยก็ ป๋าozzy พ่อเเท้ๆผมเองเลยปีนี้ก็58เข้าไปเเล้วจาตายเมื่อไรก้ไม่รู้ยังไงก็อยากให้ ป๋าเเกมาเเสดงสดที่บ้านเราอีกครั้ง อันที่จิงป๋าเเกเคยมาเเล้วสิบกว่าปีที่เเล้วยังเด็กอยู่เลยเซง ก่อนป่าตายผมจะได้เอาไปอวดลูกหลานว่าไปดูป๋าเล่นมาเเล้ว หวังว่าป๋าคงไปกัดอะไรเปลกกลางคอนเสิตรืนะ
เขียนมายาวเลยมันมืออ่าครับ555เดี๋ยวค่อยบ่นใหม่
metallica
หลายๆคนอาจจะรู้จักมานของวงนี้แต่อีกหลายๆคนก็ไม่รู้จักอีกเช่นกัน เรามาทำความรู้จักกับสุดยอดตำนานของวงการMetalผู้สร้างอิทธิพลให้กับศิลปิน มากมาย กว่า28ปีมาแล้วที่พวกเขาได้สร้างสรรค์ งานดนตรีจนเป็นที่โจษจันกันไปทั่วโลกและพวกเค้ายังสืบสารผลงานด้วยไฟที่ไม่ มีวันมอด คงไม่มีใคร ปฏิเสธ ความยิ่งใหญ่นี้ได้
ในปี 1973 ลาร์ส ลูรีต(มือกลอง) ได้ค้นเจอแผ่นเสียงแผ่นหนึ่งของ Deep Purple มันเป็นบันทึกการแสดงสด ลาร์ส บอกกับตัวเองว่า การตีกลองนี้ละมันจ๊าบมาก ด้วยวัยเพียง 9 ขวบ ปี1976ลาร์ส ก็มีกลองเป็นของตัวเอง ซึ่งยายของเค้าซื้อมาให้ ประมาณปี1980 ครอบครัวของลาร์ส อพยพจาก โคเบเฮเกนประเทศเดนมาร์ก มาอยู่ที่ รัฐเคริฟอร์เนีย พ่อของเขาซึ่งเคยเป็นนักเทนนิสอาชีพในยุโรปอยากให้ ลาร์สเป็นตามรอยพ่อ แต่ลาร์สไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะในใจเขามันมีแต่ดนตรี ลาร์สอยากเป็นมือกลองมาตั้งแต่เด็กเขาเริ่มฟังเพลงของวง Deep Purple และ Kiss ในตอนแรก และต่อมาเขาก็เปลี่ยนมาชอบเพลงในสไตล์ของNew Wave of British Heavy Metal.. (NWOBHM) โดยมีวงดนตรีอย่าง Iron Maiden และ Def Leppard มือกลองในดวงใจคนแรกของลาร์ส คือ Ian Paice มือกลองของวง Deep Purple ต่อมากระแสของ (NWOBHM) ได้เปลี่ยนไป ทำให้เขาได้เปลี่ยนมาชอบมือกลอง อย่าง Philthy Animal Taylor ของวง Motorhead และ Duneam Scott มือกลองของวง Diamond Head ถึงตอนนี้ลาร์ส ได้ทุ่มเทเวลาให้กับการเล่นกลองจนลืมไม้เทนนิสไปแล้ว
ดูร้อนในปี1981 ลาร์สได้เดินทางไปอังกฤษ เพื่อไปดูวง Diamond Head แสดงสด และได้พบกับ Sean Harris นักร้องนำของ Diamond Head หลังจากนั้น ลาร์สก็ขลุกอยู่กับ Diamond Head ประมาณหนึ่งเดือนจึงเดินทางกลับ บ้าน ด้วยหัวใจที่อิ่มเอิบไปด้วยดนตรีและความทะเยอทะยาน หลังจากกลับมา ลาร์สได้พบกับ เจมส์ เฮดฟิวล์(มือกีตาร์) ซึ่งตอนนั้นเป็นคนงานในโรงงานผลิตสติกเกอร์ ทั้งสองคนได้รู้จักกันเนื่องจากไปพบกับประกาศรับนักดนตรีตามเสาไฟ ทั้งสองคนเริ่มสนิทกันและก็เล่นดนตรี Part Time ด้วย ลาร์ส พยายามแนะนำเพลงที่เขาชอบให้ เจมส์ฟังแต่ทั้งสองก็มีความชอบที่คล้ายๆกันอยู่แล้ว
ต่อมาพวกเขา ทั้งสองมีความคิดที่จะตั้งวงดนตรี โดย เจมส์เล่น ริธื่มกีตาร์และร้องนำ ส่วน ลาร์สตีกลอง แม้ว่าตอนนั้นฝีมือพวกเขาจะไม่ค่อยเก่งนักและเจมส์ เองก็มีปัญหาในการร้องเพลงไปด้วยเล่นกีตาร์ไปด้วย แต่พวกเขาก็มีความอุตสาหะอย่างมากในการพัฒนาฝีมือการเล่น นอกจากความพยายามของพวกเขาทั้งสองแล้ววง Metallica อาจจะไม่เกิดถ้าไม่มีคนชื่อ Brain Slagel นักเขียนของ New Heavy Metal Revue ในปี 1982 ทั้งสองคนก็ได้มีโอกาสทำเพลงขึ้น โดยเป็นอัลบั้มรวมฮิตร่วมกับศิลปินแถวๆ ลอสแองเจอรีสโดยอัลบั้มนั้นมีชื่อว่า Metal Massacre I คือเพลง Hit The Light โดยที่ Lars เล่นกลอง เจมส์เล่นริธึ่ม,เบสแล้วก็ร้องนำ หลังจากนั้นไม่นาน ทางวงก็รับสมาชิกใหม่ก็คือ
เดฟ มาสแต๊ง และ รอน แม็กกอฟนีย์ มาเล่นกีตาร์โซโล้ และเบสตามลำดับ วันที่ 28 มีนาคม 1982 Metallica ได้โชว์ครั้งแรกที่Radio cityเล่นเป็นวงเปิดของ Saxon ในเดือนเมษายน 1982 พวกเค้าก็ทำเพลงขึ้นมาใหม่อีก 4 เพลงเพื่อเป็นค่ากับข้าว โดยที่ทั้งสี่เพลงนั้นก็คือ Hit the Light, The Mechanix (ตอนหลังนำมาเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น The Four Horsemen) , Jump in the Fire และ Motorbreath Demo Album อันนี้ขายดีมากทำให้ทั้งสี่คนอิ่มหนำสำราญได้เลยล่ะ และที่สำคัญ เดโมชุดนี้ หามะได้อีกแล้ว
ในช่วง 2-3 เดือนนี้ Metallica ก็รับสมาชิกเพิ่มอีกคนก็คือ เจฟ วอนเนอร์มาเล่น ริธื่ม อีกคน โดยที่พวกเค้าแต่งเพลง Metal Militia, Seek and Destroy และ Phantom Lord ในเดือนกรกฎาคม เจมส์ กับ ลารส์ไปเที่ยวที่ Whiskey-A-Go-Go และได้พบกับ คลิฟฟ์ เบอร์ตันทั้งสองคนประทับใจในการเล่นเบสของหมอนี่มาก แต่ชวนแล้วไม่ยอมมาซะยังงั้นแหละเพราะเขามีวงที่เล่นประจำอยู่แล้ว เดือนพฤศจิกายน 1982 พวกเค้าก็ไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับ Y & T อีกไม่กี่วันต่อมาคือ วันที่ 29 พฤศจิกายน พวกเค้าก็ไปเล่นในคอนเสิร์ตที่ Bay Area ก็มีเพลงใหม่มาโชว์อีกก็คือ Whiplash โดยที่มีวงดาวรุ่งอีกวงก็คือ Exodus และวงนี้เอง เจมส์ กะ ลารส์ ก็ติดใจฝีมือการโซโล้ของ เคิร์ก ฮัมเมตต์ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 20 ปีเอง และวันรุ่งขึ้น ก็เป็นคอนเสิร์ทครั้งสุดท้ายของ รอน
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ Metallica ได้ต้อนรับสมาชิกคนใหม่ก็คือ คลิฟฟ์ เบอร์ตันเข้ามาเล่นเบส ซึ่ง คลิฟฟ์ได้เป็นฟันเฟืองตัวสำคัญของ Metallica เลย เพราะเค้าสามารถแต่งเพลงและเรียบเรียงเพลงได้ และแล้วพวกเข้าก็เริ่มเดินขบวนหัวรถจักรรถไฟนรก metallicaได้ ถูก จอน ซาซูลาเจ้าของร้านแผ่นเสียงเชิญไปเล่นแถบอิสต์โคสต์ และพยายามเซ็นสัญญาบันทึกเสียงกับพวกเขา แต่ก็ตกลงกันไม่ได้จนจอน ได้ตั้งสังกัดMegaforce Recores ในที่สุดmetallicaก็ได้เป็นศิลปินเบอร์แรกของที่นี้ ระหว่างทัวร์เดฟก็ก่อปัญหาขึ้นเพราะการดื่มของตัวเองแท้ๆ หลังจากทัวร์ให้กับวงvenomจบลงทางวงได้ตัดสินใจไล่เดฟออกจากวง เป็นเวลาดีเจมส์จึงล่าขุนขวานคนใหม่ซึ่งไม่หน้าจะเป็นใครได้นั้นก็คือเคิร์ก วันต่อมาเจมส์โทรไปหาเคิร์กว่าต้องการให้มาทดสอบเข้าวง แต่พอดีว่าวันนั้นเป็นวันเอพริล ฟูล(วันโกหก)เคิร์กเลยตกส่งเดธไปว่าตกลง เข้าได้รู้ความจริงว่าทางวงเอาจริงก็เมื่ออีกวันเจมส์โทรมาอีกครั้งและแจ้ง รายละเอียดให้ทราบ16เมษายน 1983เคิร์กได้ตกลงอยู่กับวง 10 ถึง 27 พฤษภาคม 1983 พวกเค้าทั้งสี่คน ร่วมกันทำอัลบั้มแรก Kill 'em all วางจำหน่ายในเดือน กรกฏาคม 1983 ซึ่งถือว่าเป็นอัลบั้มแรกของพวกเค้า
เครื่องจักรสังหาร์ก็ยังเดินหน้าออกผลงานให้แฟนเพลงได้กระแทกหูอย่างต่อ เนื่อง 27เมษายน1984 อัลบั้มที่สอง Ride the lighting ก็ออกวางจำหน่าย โดยอัดเสียงกันที่เดนมาร์กและวางจำหน่ายในเดือกรกฏาคมปี 1984 ในช่วงนี้ Metallica เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ พอวันที่ 17 สิงหาคมปี 1985 metallica ก็ได้รับเชิญไปเล่นในงาน Monsters Of Rock festival ที่อังกฤษ โดยเล่นประกบกับ Ratt และ Bon Jovi ซึ่ง James ได้พูดประโยคหนึ่งต่อหน้าคนดูนับแสน”ถ้าพวกคุณมาที่นี้เพื่อดูพวกวงตุ๊ดที่ แต่งหน้าตา เขียนขอบตาดำ และชอบพูดว่าOh baby ในเพลงสุดเห่ยทุกเพลงที่พวกเขาเล่นละก็รับรองmetallicaไม่ใช่วงห่วยๆแบบนั้น แน่” ในช่วงนี้พวกเค้าก็ออกทัวร์แล้วก็เริ่มทำเพลงในอัลบั้มที่สาม 27 มีนาคม 1986 Master of puppets ก็ออกวางจำหน่าย ทำให้ metallica มีชื่อเสียงและโด่งดังสุดๆ
27 กันยายน 1986 วันที่พวกเค้าจะไม่มีวันลืมได้ลง ระหว่างทางไปโคเปนเฮเกน รถบัสของพวกเค้าเสียหลักเพราะน้ำแข็งที่เกาะบนถนน โชคดีที่สมาชิกของวงออกมาจากซากรถได้แต่แค่เพียงสามคนและบาดเจ็บเพียงเล็ก น้อยเท่านั้นแต่ คริฟฟ์ เบอร์ตันไม่โชคดีแบบนั้นเขาในรถเสียชีวิต ทางวงประกาศงดคอนเสิร์ต นับว่าเป็นการสูญเสียบุคลากรทางดนตรีอย่างใหญ่หลวง เขาตายเมื่ออายุเพียง24ปีเท่านั้น เจมส์ให้ให้สัมพาดว่า”ผมเห็นรถบัสตะแคงขวาด้านที่เขานั่งอยู่ เขาไม่ไหวติงที่จำได้คือคนขับพยายามเอาผ้าห่มที่อยู่ใต้ตัว คลิฟฟ์ ไปให้คนอื่น ผมรีบตะโกนไปอย่าทำแบบนี้กับเค้านะ ผมอยากฆ่าเขาจริงๆเลยผมไม่รู้ว่าเขาเมาหรืออุบัติเหตุกันแน่ผมรู้แค่ว่าเขา เป็นคนขับรถและ คลิฟฟ์ ก็ไม่มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว
” 28ตุลาคม1986 เจสัน นิวสเตด จากวง Flotsam and Jetsam ก็เป็นสมาชิกใหม่ของวง 5 กันยายน 1988 อัลบั้มสุดยอดตลอดกาลของ Metallica ก็ออกวางจำหน่าย ...And justice for all กุมภาพันธ์ 1991 Metallica ได้รางวัลแกรมมี่สาขา Best Heavy Metal Performance จากเพลง Stone Cold Crazy ที่ cover ของวง Queen มา 12 สิงหาคม 1991 อัลบั้มที่ขายดีที่สุดของวงและเป็นอัลบัมที่ทำให้ชื่อของMetallicaกระบือไกล นั้นคือ black album โดยเปลี่ยนโปรดิวเซอร์มือดีมาเป็น บ็อป ร๊อคในช่วงปี 1991 -1993 Metallica ได้ออกตะเวนทัวร์รอบโลกกว่า 300 โชว์ใน 37 ประเทศ เรียกว่าดังเป็นพลุแตกมีโชว์ที่ยิ่งใหญ่มากนั้นคืองาน monster of rock ที่ประเทศเยรมันนีโดยมีสาวกหูเหล็กเกือบเจ็ดแสนคน วันที่15เดือนเมษาปี 1993เป็นวันที่เมตันเฮดชาวไทยจะไม่มีวันลืม ที่สนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดง สาวกกะโหลกเหล็กชาวไทยก็ได้ชมสุดยอดคอนเสิร์ตของ Metallica คนกว่า 30000 คน แน่นเอี๊ยด ลังจากนั้นทางวงก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้าพ่อแห่ง Thrash Metal โดยที่ไม่มีใครกล้าเถียง แม้แต่ Megadeth ที่นำโดย เดฟ มัสเต็งก็ยังยอมรับ เด็กหนุ่มจากหลายที่รวมทั้งประเทศไทยก็เริ่มหัดเล่นเพลงของพวกเค้า และหลายๆ วงก็ได้พวกเค้าทั้งสี่คนมาเป็นแม่แบบในปัจจุบัน
Metallicaได้เปลี่ยนตัวเองใหม่ ทั้งการแต่งตัวตัดผมสั้นเสื้อยืดเฉิ่มๆ คล้ายลุงแก่ๆที่ร้านซ้อมรถอย่างไงอย่างงั้น ซึ่งทำให้แฟนเพลงMetalแท้ๆเริ่มมองว่าMetallicaไม่ได้เป็นMetalแท้ๆแล้ว จึงมีบางส่วนที่เลิกนับถือวงนี้ คงเป็นเพราะทางวงได้เข้าไปสู้ระบบMtvเต็มขั้นแล้วนั้นคือธุรกิจ แม้Metallicaจะยังออกอัลบั้มใหม่ แต่อัลบั้มLoad, Reload ซึ่งเป็นอัลบัมที่ขายดีที่สุด เพราะฟังติดหูง่าย แต่ความเป็น Thrash Metal ได้ตายไปแล้ว พวกเต้ามีทัวร์ยาวเป็นกิโลๆและแล้วปี2001ทางวงประกาศหยุดทัวร์คอนเสิร์ตเหตุ เพราะเจมส์ ต้องบัมบัดเรื่องของสุราและยาเสพติดเขาดื่มหนักตั่งแต่ยังหนุ่มๆและ ต่อมาเจสันได้ตัดสินใจออกจากวง เค้าบอกว่าเค้าหมดไฟกับวงแล้ว เหมือนจะเป็นช่วงที่แย่ที่สุดของวงแล้วก็ว่าได้
ต่อมาทางวงได้ประกาศหามือเบสคนใหม่คนที่ผ่านการทดสอบนั้นก็คือร็อบ ทรูจิลโล มือเบสกอลีล่าบ้าพลังจาก blacklaber society 19กรกฎาคม2001พวกเค้าได้ประกาศการทำอัลบั้มใหม่หายไป3ปีพวกเค้าได้เติมเชื้อ ไฟใหม่ปี2003 อัลบั้มSt.Anger ก็คลอดออกมาแต่ก็ถูกพิษของธุรกิจและการมาแรงสุดๆ แผ่นผีซีดีเถื่อน ทำให้มีผลกับยอดขาย รวมไปถึง St.Anger ด้วยซึ่งชุดนี้ ไม่มีเพลงช้า ไม่มีกีตาร์โซโล่ อีกทั้งความยาวของเพลงก็เกินไป 11เพลง พี่แกล่อ75นาทีจนมีหลายๆ คนเบือนหน้าหนี แต่มางวงก็ยังเดินหน้าลุยงานต่อไปไม่ย่อถอย พวกเค้าทัวร์คอนเสิร์ต5ปีและคอยปล่อยมัดแยบ โดยที่แฟนก็บ่นและเรียกร้องให้ทางวงออกมาทำอัลบั้มเหมือนช่วงแรกที่เป็น Thrash Metal เจมส์จึงตอบสนองแฟนแดนตายเหล่านั้นโดยออกมาประกาศว่า”อัลบั้มต่อไปเป็นแบบ นั้นเราหันมามองแฟนๆของเรา เราหันมามองเพะลงของเราๆกำลังทำอะไรอยู่กันแน่แล้ววันหนึ่งผมก็คิดเราหน้าจะ ทำ Master of puppets สอง”วันที่12กันยายน2008การรอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่ออัลบั้ม Death magnetic ได้ออกสู่ตลาดก็กู้หน้าของวงไว้ได้ และประกาศความยิ่งใหญ่อีกครั้ง มีเสียงตอบรับที่ดีและไม่กี่วันก็ขึ้นในอันดับที่หนึ่งเป็นที่หน้ายินดี อย่างมาก ตอนนี้พวกค้ายังทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลก เท่าที่ท่านได้อ่านมาก็คงพอจะทราบว่าทำไมMetallicaถึงได้ถูกเรียกว่าราชา แห่งMetalแล้วนั้นก็คือผลงานที่พวกเข้าได้สรรสร้างมาให้ทุกคนได้จดจดและ จารึกชื่อนี้ไว้ในหัวใจแม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรการเปลี่ยนแปลงของวง จะเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนทิศไปทางใด แต่สิ่งหนึ่งที่เราเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเค้านี้ละคือตำนาน !!!
Metallica's Discography
- Kill 'em all 1983
- Ride the lightning 1984
- Master of puppets 1986
- Garage days Revisited (cover album) 1987
- ...And justice for all 1988
- Metallica 1991
- Live Shit : Binge & Purge (Live) 1993
- Load 1996
- Reload 1997
- Garage Inc. (cover album) 1998
- S & M (Live) 1999
- St.Anger 2003
- Some kind of monster (Live & new single) 2004
-Death magnetic 2008
สรุป ส่วนตัวผู้เขียนแล้วชอบวงนี้มาก เพราะเป็นตัวจุดประกายหัวใจของผมให้ฝักใฝ่ในดนตรี เป็นแบบอบ่างให้ผมได้ฝันว่าซักวันหนึ่งจะได้เป็นแบบเขาถึงแม้ว่าหลายชุด หลังๆผมจะไม่ชอบเพราะฟังแล้วเสียอารมนิดหน่อยแต่เราเองก็ต้องหัดเปิดใจรับ สิ่งใหม่ด้วยเช่นกันดนตรีไม่สามารถหยุดนิ่งมันก็ใหลไปตามแม่น้ำแห่งเวลาใน ฐานะนักดนตรีคนหนึ่งผมก็เข้าใจดี กาหนีจากสิ่งเก่าไปทำสิ่งใหม่ๆ คนเราเองก็มีขึ้นมาลงถ่านไฟนั้นถึงมันจะมอดแต่มันสามารถลุกโชนได้อีกครั้ง เหมืองวงนี้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากเกือบ30ปีที่พวกเขาได้พิสูร และยืนหยัดในสิ่งที่ตนรักและเครพสำหรับนักดนตรีนั้นการเปลี่ยนแปลงคือสิ่ง ที่ท้าทาย การที่เริ่มทำสิ่งใหม่ๆยิ่งท้าทายมากกว่า ในเมื่อการเปลี่ยนแปลทำให้แย่ลงหรือดีขึ้น แต่คนที่กล้าเปลี่ยนแปลงนั้นละคือผู้ที่ไม่ยอมแพ้
ข้อมูลจาก CHRONICLE BOOK01 METALLICA
www.metallica.com
เรียบเรียงใหม่โดยL.M


วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552
ผ่านมานาน35ปีแล้วหรือเวลาช่างผ่านไปเร็วนักเลข35ถ้าจะเปรียบก็คงเป็นหนุ่มใหญ่มิปาน และนั้นเองในโอกาสที่มหาวิยาลัยราชภัฎเชียงรายครบ35ปีเป็นหนทางที่ช่างยาวไกล บัณฑิตเรือนแสนที่จบจากที่สภาบันแห่งการให้มหาลัยเพื่อประชาชนแห่งนี้หลายๆคนก็เป็นคนใหญ่นายโตและหลายๆคนก็เดินตามเส้นทางความฝันของตนเองแต่ทุกคนล้วนมีเกรียติแห่งลูกราชภัฎ หรือปราชญ์ของกษัตริย์ ที่จะนำความรู้และประสบการณ์นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เลี้ยงชีพหรือบริหารบ้านเมืองสืบไปเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องของผมที่ได้ใช้ชีวิตในมหาลัยแห่งนี้
อันตัวผมนั้นเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีความฝันมากมายทั้งใหญ่และเล็ก ผมเป็นคนเรียนไม่เก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วไม่ค่อยจะหยิบจับหนังสือหรือการบ้านขึ้นมาถ้าไฟไม่ไม่รนจบมัธยมด้วยเกรดไม่ถึงสอง ผมนั้นเคยเรียนที่เอกดนตรีที่ราชภัฎเชียงใหม่ ตามที่ผมหวังแต่จนแล้วจนรอดผมก็ทำให้ที่บ้านผิดหวังใช่!!มันรวมถึงตัวผมด้วยผมจึงเปลี่ยนเส้นทางชีวิตตัวเองมาที่ราชภัฎเชียงรายสาขานิเทศศาสตร์ตามคำเชิญของเพื่อนๆของผม ตอนแรกที่เข้ามาก็คิดว่าเรียนให้มันจบๆไป ครั้งแรกที่ก้าวย่างเข้ามาในรั้วแห่งนี้สำหรับผมแล้วบางอย่างนั้นก็ถือเป็นสิ่งใหม่หลายอีกหลายๆอย่างผมก็เคยเห็นมาแล้ว ผมยอมรับว่าผมไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอันใดที่ทางมหาลัยจัดเช่นรับน้องหรือประถมนิเทศ นั้นในตอนแรกผมรู้สึกต่อต้านทุกอย่างที่เข้ามาทำตัวขวางโลก ผมคิดทะนงเสมอว่าจะอยู่คนเดียวได้ แต่แล้วสิ่งที่ผมทำไปเริ่มส่งผลให้ผมไม่ค่อยมีเพื่อนผ่านไปปลายเทอมที่หนึ่งมีงานกลุ่มงานหนึ่งงานๆนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของผมเลยก็ว่าได้ ผมไปที่ตึก26เพื่อหาอะไรลองท้องลองก็มีเพื่อนในห้องผมกลุ่มหนึ่งเข้ามาพูดคุยและชวนเข้ากลุ่ม ทุกๆคนในที่นั้นล้วนแต่เป็น”เด็กหลังห้อง”แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีฝีมือ พวกเราได้ทำงานนั้นจำสำเร็จและได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถ ในที่สุดปีหนึ่งก็ผ่านพ้นไปด้วยเกรดที่ไม่ค่อยสวยเท่าไรแน่นอนครับหลายคนมากผมว่าเกเร ผมได้สัญญากับตัวเองว่าขึ้นปีสองจะตั้งใจเรียนและเป็นคนใหม่
ขึ้นปีสองครั้งแรกโอ้ผมรู้สึกดีที่ขึ้นชั้นปีมาได้และผมก็เสียใจที่เพื่อนผมหลายๆคนหายไป ผมตั้งใจเรียนมากในเทอมนี้ ผมพยายามควบคุมตัวองอย่างหนักทำงานการบ้านหรืออ่านหนังสือทบทวนวิชาต่างๆ ผมก็เริ่มเข้าใจและเริ่มสนุกในการเรียนมากขึ้นเหมือนกับว่าผมเริ่มได้รู้จักชีวิตเด็กมหาลัยเข้าจริงๆ ผมสนุกที่ได้ทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนๆจนสอบในเทอมแรกไปแต่.....เจ้ากรรมผมไม่ได้จ่ายค่าเทอมมันเป็นความสับเพร่าของผมแท้ๆ ผมรู้สึกมึนไปหมดเมื่อเกรดที่ออกมาโมฆะเซ็งและเครียดที่ไม่รู้จะบอกทางบ้านยังไง ผมหนีออกไปหายใจหายคอสองเดือนระหว่างนั้นผมเอาแต่คิดว่าตลอดมานี้ เราเองทำอะไรอยุ่?สิ่งที่เราทำนั้นเพื่ออะไรพ่อแม่หรือครอบครัว ผมคิดถึงขั้นว่าจะลาออกผมโทรไปถามแม่ แม่ผมก็บอกว่าตามใจ ผมนั่งนึกถึงตัวเองในอนาคตไม่ออกจริงๆผมกลับบ้านก็ไปนั่งหาอะไรดื่มกับรุ่นพี่ที่จบปริญญาตรีมาหมาดๆ (ลุงผมเองนั้นละ) “ลุงผมพูดว่าปิงจะทำเพื่อใครไปทำไมทำเพื่อตัวปิงเองสิ เพื่ออนาคตของตัวเอาเอง” นั้นสิก็เพื่อตัวของเราเอง ผมกลับมานั่งทบทวนตัวเองใหม่ ผมลองตั้งใจอีกสักครั้งในเทอมต่อมาผมได้เกรด2.85นั้นทำให้ผมเริ่มมีกำลังใจมากขึ้น ตอนนี้ผมอยู่ปีสามแล้วละครับแต่ผมคงยังไม่จบง่ายหรอก ยังมีกรรมเก่าอีกเยอะเลย
แต่อย่าไปสนใจมันเลย สิ่งที่ผมจะบอกก็คือสิ่งที่ผมได้จากที่นี้ต่างหากมหาลับราชภัฏเชียงราย เพื่อน ประสบการณ์ใหม่ๆที่ผมหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว บทเรียนทั้งในตำราและบทเรียนการใช้ชีวิตนอกตำราที่ตัวผมต้องเจอมันในอนาคต ตอนนี้ผมมีความหวังแล้วครับว่าจะจบเอาปริญญาไปนอนกอดและเป็นเกรียติกับตัวผมเอง และเป็นขอพิสูจน์และบทสอบที่ผมต้องผ่านมันไปให้ได้ เป็นคนดีในสังคมเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทำประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย ผมทำไปเพื่ออะไรนั้นหรือก็ “เพื่อตัวผมเองไง” รู้อะไรมัยผมภูมิใจเสอมว่าได้ขึ้นชื่อว่าตัวเองเป็น ลูกหลานของราชภัฎ
วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552
ทักทาย^^
เเต่ก็คงจะเข้ามาเขียนบ่อยๆนะครับ ตัวผมมีเรื่องให้บ่นเยอะไปฝากตัวด้วยนะครับบบบ